Aug 20, 2017 Last Updated 7:52 AM, Mar 23, 2558

ลายหินอ่อน

ลายหินอ่อน               

 

  การศึกษาทดลองนำเอาดินพื้นบ้านอำเภอกระสังที่ได้วิจัยและพัฒนาไว้แล้ว  นำมาใช้ตกแต่งผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาด้วยเทคนิคลายหินอ่อน  (Marbling)  โดยศึกษาหาอัตราส่วนผสมจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง   ( Purposive  sampling )   จากทฤษฎีเชิงเส้น  ( Line  Blend )  เพื่อศึกษาอัตราส่วนผสมระหว่างดินพื้นบ้านอำเภอกระสังที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาแล้ว  กับดินคอมพาวด์ จำนวน  9  สูตร  ใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน  เผาที่อุณหภูมิ  1,230  องศาเซลเซียส  เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสีและลักษณะของลวดลายหินอ่อนที่เกิดขึ้นในเนื้อดินใกล้เคียงกับลวดลายหินอ่อนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ 

                ผลการทดลองพบว่าเนื้อดินทุกสูตรสามารถขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนได้ดี  เนื้อดินมีความละเอียดเหนียว  การขึ้นรูป  ตั้งศูนย์  จับศูนย์  เจาะรีดและดึงขึ้นรูปได้ดี  สำหรับสี  และลักษณะของลวดลายหินอ่อนที่เกิดขึ้นในเนื้อผลิตภัณฑ์หลังการเผาเคลือบก็เช่นกัน  ทั้ง  9  สูตรมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป  ตามอัตราส่วนที่แตกต่างกัน  และทักษะการขึ้นรูปแบบแป้นหมุน  หากสรุปโดยภาพรวมแล้วสูตรที่  3,4,5,6  และสูตรที่  7  สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ลายหินอ่อนได้อย่างสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  แต่ทางผู้วิจัยต้องการหาแนวทางที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง    ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้เลือกสูตรที่  3  จากการทดลอง   มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ลายหินอ่อนที่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์    เนื่องจากสูตรที่  3  มีอัตราส่วนผสมที่เป็นดินพื้นบ้านอำเภอกระสังมากถึงร้อยละ  70  และดินคอมพาวด์เพียงร้อยละ  30  และยังสามารถสร้างคุณค่าความงามให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์

การออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเซรามิกส์ที่มีเอกลักษณ์สำหรับ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ชื่อโครงการ          การออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเซรามิกส์ที่มีเอกลักษณ์สำหรับ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ชื่อผู้วิจัย                นายวัชระ   วชิภัทรกุล

สาขาวิชาเทคโนโลยีเซรามิกส์ 

คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม    มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์     

บทคัดย่อ

              การศึกษาการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเซรามิกส์ที่มีเอกลักษณ์สำหรับ   มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์   ครั้งนี้  เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  ในมิติต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเซรามิกส์  สำหรับมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในงาน   วิทยากร   หรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง  ๆ  ของมหาวิทยาลัย

             จากการศึกษาข้อมูลในมิติต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์  ได้สรุปแนวความคิดให้เป็นการนำสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยมาเป็นแนวทางในออกแบบ   ผู้วิจัยสามารถกำหนดแนวความคิดหลักในการออกแบบแบ่งออกเป็น  ๕ แนวทางด้วยกันคือ   (๑.) การใช้ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นแรงบันดาลใจ  (๒)  การใช้ภาพอาคารสถานที่ที่โดดเด่นภายในมหาวิทยาลัย เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ  (๓)  การใช้ดอกไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ  (๔)  การใช้รากวัฒนธรรมพื้นถิ่นเช่น  เครื่องเคลือบบุรีรัมย์  ลวดลายผ้าไหม  ปราสาทเขาพนมรุ้ง ฯลฯ  มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ  และ(๕)  การใช้หลักการออกแบบสมัยใหม่โดยใช้ลักษณะของความเป็นเซรามิกส์ร่วมสมัยเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ

                จากการออกแบบผลงานทั้ง  ๕  แนวคิด ออกแบบและทดลองผลิต  มีความหลากหลายในเรื่องของรูปร่าง  รูปทรง ซึ่งสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อที่จะตอบสนองประโยชน์ใช้สอย   มีโครงสร้างที่แข็งแรงคงทน   ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจัดได้ว่ามีความสวยงาม  มีความละเอียดประณีตของชิ้นงานเหมาะสมที่จะใช้เป็นของที่ระลึกสำหรับมหาวิทยาลัย ฯ  ในด้านกระบวนการผลิตนั้น พบว่าผลงานในแต่ละชุดมีขั้นตอนและเทคนิคในการผลิตที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป  อีกทั้งยังพัฒนาผลงานขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่ง  และคงเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจหากมีการพัฒนางานวิจัยนี้ต่อไปอีก                                                                                                               

 

              วัชระ   วชิรภัทรกุล

                    ผู้วิจัย                

การศึกษารูปแบบและลวดลายเพื่อพัฒนาการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์

ชื่อโครงการ          การศึกษารูปแบบและลวดลายเพื่อพัฒนาการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์

ชื่อผู้วิจัย                นายวัชระ             วชิรภัทรกุล

                             นายวีระ                เนตราทิพย์

                             นายปราโมทย์     ปิ่นสกุล

สาขาวิชาเทคโนโลยีเซรามิกส์ 

คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม    มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์     

 

บทคัดย่อ

             การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมารวมถึงภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์รูปแบบ  ลวดลาย  เพื่อพัฒนาการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์  โดยใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเข้ามาช่วยในการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเป็นเครื่องดินเผาที่มีคุณสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกับเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์มากที่สุด  และทำการอนุรักษ์เครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์ให้คงอยู่สืบไป  การวิจัยทำเป็น  2  ลักษณะคือ  วิจัยเชิงวิเคราะห์และการวิจัยเชิงทดลอง 

            การศึกษารูปแบบและลวดลายเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์  ได้ผลสรุปว่าเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์เป็น  เครื่องเคลือบดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง  ( Stone  ware )    ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนเผาด้วยไฟที่มีอุณหภูมิสูงในเตาประทุน  การวิเคราะห์รูปแบบและลวดลายเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์ทำให้ทราบว่าเตาเผาทุกแหล่งจะผลิตเครื่องเคลือบที่มีรูปแบบคล้ายกันเกือบทุกประเภท  เช่น  ตลับฟักทอง  กระปุกขนาดเล็ก  กระปุกรูปนก  ประติมากรรมรูปสัตว์  เช่น  ช้าง  ม้า  กระต่าย  และสัตว์อื่น ๆ  นอกจากนี้มี  ชาม  โถ  ไหเท้าช้าง  ไหไม่มีเชิง  ขนาดต่าง ๆ  ตั้งแต่ขนาดสูง  30 – 80  เซนติเมตร  ไหเหล่านี้บางครั้งก็ประดับเป็นรูปหน้าคนที่ส่วนคอไห  หรือบางครั้งก็ประดับด้วยรูป  หัวช้าง  หัวม้า  หรือหัวสัตว์อื่น ๆ  ตามบริเวณไหล่ของไห  นอกจากนี้ลักษณะการตกแต่งภาชนะมีทั้งการใช้ลายกลีบบัว  ลายขูดขีด  ลายกากบาดชั้นเดียวและสองชั้น  ลายซิกแซก  ลายคดโค้ง  ลายคลื่น  ลายโค้งระย้า  และลายหวี  ส่วนลวดลายพิเศษที่ใช้ประดับเป็นรูปบุคคลในอิริยาบถต่าง ๆ แบบรูปสัตว์ต่าง ๆ  หรือเป็นภาพแสดงพิธีกรรมบางอย่าง  เครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์  นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพื้นบ้านที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่  แสดงให้เห็นถึงความชำนาญ  และมีสุนทรีย์ของช่างอย่างเด่นชัด  มีลักษณะที่โดดเด่นเป็นของตนเอง  แม้ว่าจะมีหลายรูปแบบ  ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีน  เวียดนาม  ญี่ปุ่น  และอินเดีย  อันน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์  ระหว่างแหล่งเตาเผาบุรีรัมย์กับชาติเหล่านี้   อย่างไรก็ดีพบว่ามีเครื่องเคลือบบุรีรัมย์อีกหลายรูปแบบที่ช่างได้แสดงความเป็นตัวของตัวเอง  จัดเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเคลือบที่มีลักษณะเฉพาะของเตาบุรีรัมย์ได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้ที่ใด  และเครื่องเคลือบบุรีรัมย์นี้อาจจะเริ่มดำเนินการในราวพุทธศตวรรษที่  14  เป็นอย่างช้า   และดำเนินกิจการอุตสาหกรรมนี้เรื่อยมาเป็นเวลานาน  และน่าจะสิ้นสุดลงในราวพุทธศตวรรษที่  19  อาจด้วยภาวะสงคราม  หรือเหตุผลใดปรากฏชัดเจน (กองโบราณคดีกรมศิลปากร 2532) 

                ในส่วนของการวิจัยเชิงทดลอง  ได้ทำการวิจัยในห้องปฏิบัติการ  และทำการศึกษาหาแหล่งวัตถุดิบแหล่งดินเหนียวสำหรับทำเนื้อดินปั้น  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง  คือ  ดินบ้านกรวดที่ได้จาก  หมู่บ้านสายตรี  7  ตำบลบึงเจริญ  อำเภอบ้านกรวด  จังหวัดบุรีรัมย์  และดินดำ (Ball  Clay)  โดยใช้ในอัตราส่วนร้อยละ  50  ผลการทดสอบสมบัติทางกายภาพหลังเผาแกร่งที่อุณหภูมิ  1,230  องศาเซลเซียส   เนื้อดินมีสีน้ำตาลอ่อนออกครีม  มีค่าการหดตัวของเนื้อดินอยู่ที่ร้อยละ  9.8   มีค่าการดูดซึมน้ำร้อยละ  3.70  และมีค่าความแกร่งของเนื้อดิน  461.23  กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร   มีความเหนียวดี  สามารถขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนได้ดีมาก

                การวิจัยน้ำเคลือบเพื่อหาสูตรน้ำเคลือบที่ใกล้เคียงกับน้ำเคลือบของเครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์  ได้ทำการสุ่มตัวอย่าง  2  วิธีด้วยกันคือ

                การนำสูตรเคลือบพื้นฐานจากเคลือบใส  ทำการปรับค่าอะลูมิน่า  ต่อ  ซิลิกา (Al2O3  :    SiO2)  จำนวน  12  สูตร  เพื่อหาอัตราส่วนผสมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะนำไปเคลือบผลิตภัณฑ์  ผู้วิจัยได้เลือกสูตรที่  5  ซึ่งประกอบด้วย  หินฟันม้า (Potash  Feldspar)  ร้อยละ  52  หินปูน  (Lime  Stone)  ร้อยละ  20  ดินขาว  (Kaolin)   ร้อยละ  17      และหินเขี้ยวหนุมาน (Quartz)  ร้อยละ  11  ซึ่งเป็นสูตรที่มีลักษณะการหลอมตัวที่สมบูรณ์  เป็นเคลือบใสมีความมันวาวสม่ำเสมอ  สามารถนำไปพัฒนาให้มีสีเคลือบใกล้เคียงกับเครื่องเคลือบบุรีรัมย์  โดยการเพิ่มสารให้สี  คือ  คอปเปอร์ออกไซด์  (Copper  Oxide)   และเฟอร์ริกออกไซด์  (Ferric  Oxide)  ร้อยละ  2, 4  และ  6  ตามลำดับ  และจากการทดลองเคลือบขี้เถ้าเทียม  พบว่ามีการไหลตัวของเคลือบแตกเป็นเส้น  สามารถปรับสีให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผาบุรีรัมย์เป็นอย่างมาก

                หลังจากที่ได้ทดลองผลิตตลอดทั้งกระบวนการ  สามารถวิเคราะห์เป็นภาพรวมได้  คือ  ด้านวัตถุดิบ  จะใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นวัตถุดิบหลัก  โดยใช้ดินบ้านกรวดผสมที่ผ่านการคัดเลือกและสามารถทำงานกับน้ำเคลือบได้สมบูรณ์  ผลิตภัณฑ์ที่ได้ทั้ง  6  กลุ่ม  มีรูปแบบ  ลวดลาย  สีเคลือบรวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่  ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์เครื่องดินเผาโบราณจังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมที่จะพัฒนาให้มีประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายยิ่งขึ้น  และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยกลับไปถ่ายทอดโดยจัดทำเป็นโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการวิชาชีพเครื่องปั้นดินเผาเพื่อสืบสานเครื่องปั้นดินเผาบุรีรัมย์  ทำการผลิตในแหล่งเดิม  อันจะนำไปสู่ความรักหวงแหนในมรดกวัฒนธรรม  และร่วมกันอนุรักษ์มรดกเหล่านั้น  ให้คงอยู่และพัฒนา  ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มพูนรายได้  ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นได้ต่อไปอย่างยั่งยืน